วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ทิชชูนาโน ซับคราบน้ำมัน

ทิชชูนาโน (Nanotech paper towel) ด้วยคุณสมบัติพิเศษ ที่สามารถดูดซับคราบน้ำมันบนผิวน้ำได้ดีถึง 20

เท่าของน้ำหนักตัวของมันโดยไม่ซับน้ำ ในขณะที่ตัวขจัดคราบน้ำมันในอดีตที่ทำมาจากโพลีเมอร์และไฟ

เบอร์กลาสนั้นดูดซึมทั้งน้ำและน้ำมัน





อีกผลงานของนักวิจัยจากสถาบัน MIT (Massachusetts Institute of Technology.) นำทีมโดย

Francesco Stellacci ที่เผยแพร่ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา (Nature

Nanotechnology (DOI: 10.1038/nnano.2008.136)) เรื่องกระดาษทิชชูนาโน ที่ให้สัมผัสและความรู้สึก

เช่นเดียวกับกระดาษ มีคุณสมบัติไม่ซับน้ำ แต่กลับซับน้ำมันและไขมันมลพิษจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ (organic

pollutants) ได้




ทิชชูนาโน ที่นักวิจัยได้ผลิตขึ้นมานั้นมาจากการถักทอตาข่ายนาโน ที่ผลิตมาจากแมงกานีส ออกไซด์

(Manganese oxide) ที่มีรูปร่างคล้ายเส้นสปาเก็ตตี้ที่มีท่อเล็กๆอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้มันมีคุณสมบัติ

ดูดซึมของเหลว (capillarity) ได้เป็นอย่างดี แล้วจากนั้นเส้นใยนาโนจะถูกเคลือบด้วยซิลิกอนที่เปลี่ยนให้

มันเป็นฉนวนกันน้ำ และทำให้มันไม่ดูดน้ำ (แต่ดูดน้ำมัน) จากนั้น นำไปเข้ากระบวนการผลิตเป็นทิชชูนาโน

ด้วยกระบวนการเช่นเดียวกับกระบวนการผลิตกระดาษ จนได้เป็นกระดาษทิชชูนาโนออกมา




นอกเหนือจากพลังดูดซับน้ำมันอันเยี่ยมยอด 20 เท่าของน้ำหนักของมันเอง (และดูดซับได้ 10 เท่าถ้าเป็น

น้ำมันเบนซิน) แล้ว ทีมงานยังได้พิสูจน์ว่า พวกเขาสามารถทิ้งทิชชูนาโนแช่น้ำไว้ได้เป็นระยะเวลา 1-2

เดือน โดยที่มันจะไม่เปียกหรือชุ่มน้ำแต่อย่างใด นอกจากนี้ ทิชชูนาโนนี้ยังมีความทนทานต่อความร้อนสูง

จึงทำให้พวกเขาสามารถใช้ทิชชูนาโนดูดซับน้ำมันแล้วนำทิชชูนั้นมากลั่นน้ำมัน ณ จุดเดือดของน้ำมัน เพื่อ

สกัดเอาน้ำมันกลับมาใช้อีกได้ หรือจะนำทิชชูนาโนกลับมารีไซเคิลโดยการเคลือบซิลิกอนใหม่ (เนื่องจาก

ความร้อนทำลายคุณสมบัติกันน้ำของซิลิกอน) ก็สามารถนำมันกลับมาใช้ใหม่ได้อีก





อย่างไรก็ดี นาย Joerg Lahann จาก University of Michigan เผยว่า เนื่องจากทิชชูที่ผลิตจากแมงกานีส

ออกไซด์นั้นค่อนข้างเป็นพิษ หากจะมีการนำมาใช้งานอย่างกว้างขวางอันจะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมก็

เป็นได้ ดังนั้น การวิจัยหาวัสดุที่อาจมีความเหมานสมมากกว่า (แมงกานีส ออกไซด์) คงต้องเดินหน้าต่อไป

งานวิจัยและพัฒนาชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Deshpande Center for Technological Innovation แห่ง

สถาบัน MIT ประเทศสหรัฐเมริกา





ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น มีคราบน้ำมันถูกระบายลงสู่มหาสมุทรกว่า 200,000 ตัน ไม่ว่าจะมาจากการ

ระบายน้ำมันออกสู่ทะเล การหกปนเปื้อน หรือคราบน้ำมันจากจากเรืออับปาง (อุบัติเหตุและภัยธรรมชาติ) ส่ง

ผลให้เกิดมลพิษทางน้ำ รวมถึงเป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตในน้ำเป็นอย่างยิ่ง

กระดาษชำระ

กระดาษทิชชู่มีทั้งที่ทำจากเยื่อบริสุทธิ์ 100% (เยื่อกระดาษจากต้นไม้)ไปจนถึงกระดาษทิชชู 100% โดย

ใช้เครื่องจักรได้แก่ เครื่องแยกหมึกพิมพ์ เครื่องเดินกระดาษ เพื่อใช้แปรรูปกระดาษขาวที่เหลือจากการผลิต

กระบวนการผลิตกระดาษชำระรีไซเคิล

- การรวบรวมวัตถุดิบที่เป็นเศษกระดาษขาวที่เหลือ นำมาตีให้เกิดเป็นเยื่อกระดาษขาวที่ได้มาตราฐาน 55

องศา C และความดัน 2 กก. /ตร.ซม.

- กำจัดสารเคมีและสิ่งปลอมปนโดยเครื่องคัดแยก

- นำเยื่อกระดาษที่ผ่านการคัดแยกแล้ว ผ่านกระบวนการทำความสะอาดอีกครั้งหนึ่งเพื่อนำมารีดอบเป็น

แผ่นกระดาษโดยผ่านเครื่องอบที่ 120 องศา C และความดัน 5 กก./ตร.ซม.

- ผ่านกระบวนการม้วนได้เป็นกระดาษคุณภาพสูง บรรจุลงหีบเพื่อจัดจำหน่ายแก่ผู้บริโภค กระดาษชำระ

กระดาษเช็ดหน้า และกระดาษเช็ดปากใช้ส่วนผสมของกระดาษประเภm โดยจะนำมาผ่านกระบวนการทำให้

ย่น เป็นลอนหรือเป็นจีบ ทำลายดุน และปรุรู แหล่งนำเข้าเยื่อกระดาษเซลูโลสแวดดิ้งสำคั... คือ สิงคโปร์

สหรัฐอเมริกา และเยอรมนีค่ะ'กระดาษชำระ' หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า 'กระดาษเช็ดก้น' นั้น ตามหลัก

ฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบ เชื่อกันว่ามีใช้เป็นครั้งแรกในประเทศจีน โน่นแน่ะโดยในตอนแรกการใช้

กระดาษชำระจะจำกัดอยู่ส่วนข้าทาส บริวาร ไพร่ฟ้าหน้าใสทั่วไป ยังคงต้องใช้วิธีทำความสะอาดตามวิถี

ธรรมชาติวิธีทำความสะอาดตามวิถีธรรมชาติของคนสมัย การใช้เศษหญ้า ใบไม้ ไม้ ซังข้าวโพด เศษผ้า ไป

จนถึง กระดาษหนังสือพิมพ์ สมุดโทรศัพท์ สมุดบัญชีที่ไม่ใช้แล้ว แต่ที่คลาสสิกที่สุด และยังคงได้รับความ

นิยมมาจนถึงทุกวันนี้ก็... 'มือ' นั่นเอง






นักธุรกิจชาวอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อนายโจเซฟ กาเย็ตตี้ เป็นคนแรกที่ได้ผลิตกระดาษชำระออกวางขายในปี ค.ศ. 1857แต่กิจการนี้ขาดทุนอย่างรวดเร็ว เพราะคนส่วนใหญ่นิยมใช้ กระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ ใบปลิวต่างๆแทนที่จะใช้กระดาษชำระ เพราะอ่านได้ เช็ดได้ ไม่เสียเงิน

อีก 20 ปีต่อมา สองพี่น้องสกุลสก็อตจึงได้ผลิตกระดาษชำระออกวางขายอีกครั้งหนึ่งโดยใช้ชื่อว่า สก๊อตทิชชู ในขณะนั้นส้วมชักโครก และห้องน้ำภายในอาคารเริ่มเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางทำให้คนใช้กระดาษชำระมากขึ้น นอกจากนี้ยังใช้สะดวก เนื้อนุ่มและยังเข้ากับการตกแต่งห้องส้วมอีกด้วย


ในระยะแรกการโฆษณากระดาษชำระเป็นไปอย่างไม่เอิกเกริกนักเพราะประชาชนยังรู้สึกอ่อนไหวในเรื่องอันเป็นส่วนตัวนี้
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 บริษัทสก๊อตพยายามตีตลาดกระดาษชำระโดยการโหมโฆษณาอย่างมากแต่ก็ดูจะสายเกินไป เพราะในขณะนั้นตลาดเต็มไปด้วยกระดาษชำระนานายี่ห้อแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2551

Com 5

หลังจากที่เราได้ดูวีดีโอกัน3เรื่อง เราได้ทำเรื่องที่2 เป็นที่เรื่องที่เกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน
การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า
ผมเลยนึกถึงการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเราเองใช้อะไร...ที่คุ้มค่าบางก็เลยคิดถึง การอ่านหนังสือพิม
ผมคิดว่าเราจะอ่านแต่ข่าวที่เราสนใจเท่านั้น ข่าวไหนที่ไม่สนใจเราก็ไม่อ่านและหนังสือพิมจะเป็นแบบวันต่อวันทำให้เปลืองกระดาษโดยใช้เหตุ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจดีกับหน้าที่ไม่ได็อ่าน...

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Micro Macro








โปสเตอร์
ย่อจากขนาดจริง A3 เหลือขนาด 4 x 6

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2550

มีอะไรในการ์ตูนญี่ปุ่น



คงไม่มีเด็กคนไหนไม่รู้จักโดราเอมอน ดรากอนบอล ชินจัง หรืออิกคิวซัง การ์ตูนเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากประเทศเดียวกันคือ ญี่ปุ่น

เหตุใดการ์ตูนญี่ปุ่นจึงได้รับความนิยมไปทั่วโลกโดยเฉพาะทวีปเอเชีย คำถามนี้คาใจ ฟูซาโนะซูเกะ นัตซึเมะ (Fusanosuke Natsume) นักวาดและวิจารณ์การ์ตูนชาวญี่ปุ่นมานาน เมื่อแปดปีก่อนเขาจึงออกเริ่มต้นค้นหาคำตอบนี้ และพบว่ามีสิ่งที่น่าสนใจมากมายซ่อนอยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่น เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่ ฟูซาโนะซูเกะ นัตซึเมะ เก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการ์ตูนญี่ปุ่น นับตั้งแต่กำเนิดการ์ตูนญี่ปุ่น ลักษณะเด่นของการ์ตูนญี่ปุ่น ความสนใจการ์ตูนของชาวญี่ปุ่นทุกเพศทุกวัย รวมถึงอิทธิพลของการ์ตูนญี่ปุ่นในประเทศอื่น ๆ ฯลฯ และได้ถ่ายทอดข้อมูลเรื่องราวที่ได้พบออกมาในรูปหนังสือ บทความ ตลอดจนเข้าร่วมสนทนาในรายการโทรทัศน์ชื่อดังของญี่ปุ่น และเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล-ความคิดเห็น เกี่ยวกับอิทธิพลของการ์ตูนญี่ปุ่น เขาก็ได้เดินทางมายังประเทศไทย เพื่อเก็บข้อมูลว่าด้วยอิทธิพลของการ์ตูนญี่ปุ่นในบ้านเรา ในโอกาสนี้ทางทุนมูลนิธินิปปอน เพื่อปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชีย (The Nippon Foundation Followships for Asian Public Intellectuals-API Fellowships) ได้เป็นเจ้าภาพจัดให้มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกับสื่อมวลชนไทย โดยมีอาจารย์ชมนาด ศีติสาร อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำหน้าที่ล่ามในระหว่างการสนทนา ก่อนจะเริ่มต้นกล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ ฟูซาโนะซูเกะ นัตซึเมะ ได้กล่าวถึงศัพท์เฉพาะที่ใช้เกี่ยวกับการ์ตูนญี่ปุ่นว่า "ทุกวันนี้คำที่ใช้เรียกการ์ตูนมีสองประเภทใหญ่ ๆ คือ มังงะ (manga) เป็นคำที่เราใช้เรียกหนังสือและนิตยสารการ์ตูน ที่ผลิตขึ้นในญี่ปุ่นหลังสงครามโลก รวมทั้งหนังสือการ์ตูนที่ได้รับอิทธิพลจากการ์ตูนญี่ปุ่น ในประเทศต่าง ๆ ด้วย ส่วน คอมมิก (commic) เราจะใช้เมื่อหมายถึงหนังสือการ์ตูนของประเทศในโลกตะวันตก เพราะการ์ตูนทั้งสองประเภท มีแนวทางการนำเสนอที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน" หลายคนคงไม่รู้ว่าการ์ตูนญี่ปุ่นที่เรารู้จักกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้ถือกำเนิดที่ญี่ปุ่น แต่เริ่มต้นที่อเมริกาในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๙ ก่อนหน้านี้การ์ตูนญี่ปุ่น มีเพียงการ์ตูนล้อเลียนการเมือง ที่ปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ มีภาพประกอบเพียงภาพหรือสองภาพ กับมีคำบรรยายนอกรูปเท่านั้น ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๘๖ หนังสือพิมพ์ The Yellow Kid ในกรุงนิวยอร์ก ก็นำเสนอการ์ตูนในกรอบสี่เหลี่ยม ที่มีเรื่องราวต่อเนื่องกันเป็นครั้งแรก อีก ๒๔ ปีต่อมา การ์ตูนแบบเดียวกัน จึงเริ่มปรากฏในญี่ปุ่น และฝรั่งเศสในเวลาใกล้เคียงกัน โดยการ์ตูนญี่ปุ่นได้พัฒนาต่อมา จนมีลักษณะเฉพาะตัวที่เรียกว่า มังงะ "จริง ๆ แล้วมังงะมีลักษณะทั้งร่วม และแตกต่างจากการ์ตูนในโลกตะวันตก ลักษณะร่วมคือ มีองค์ประกอบพื้นฐานสามอย่างเหมือนกัน คือ กรอบสี่เหลี่ยม ภาพลายเส้น และคำพูด ส่วนสิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนก็คือ ลักษณะภาพลายเส้น และเนื้อหาของการ์ตูน" ภาพลายเส้นของการ์ตูนญี่ปุ่น แตกต่างจากการ์ตูนตะวันตก ตรงที่ตัวการ์ตูนญี่ปุ่นมักมีลักษณะเหนือจริง เช่น ขนาดหัวผิดสัดส่วนกับตัว ดวงตาของเด็กผู้หญิงมีขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยขนตาเส้นโต ๆ ดวงตามีประกายรูปดาว แสดงออกถึงบุคลิกแจ่มใสร่าเริง หรือถ้าเป็นดวงตาของตัวการ์ตูนที่อยู่ในมิติอื่น เช่น ปีศาจ ดวงตาจะว่างเปล่าเป็นสีขาว เป็นต้น ขณะที่การ์ตูนของตะวันตก จะเน้นที่ความเสมือนจริง

เนื้อหาของการ์ตูนญี่ปุ่นและการ์ตูนตะวันตก ก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน การ์ตูนตะวันตกส่วนใหญ่สร้างขึ้นสำหรับเด็ก ขณะที่การ์ตูนญี่ปุ่น มีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ บุคคลสำคัญผู้เริ่มต้นพัฒนาเนื้อหาการ์ตูนญี่ปุ่น ให้มีความหลากหลายขึ้น จนกลายมาเป็นต้นแบบของการ์ตูนญี่ปุ่นในปัจจุบัน และได้รับยกย่องให้เป็นบิดาของการ์ตูนญี่ปุ่น คือ โอซามุ เทสซึกะ ตัวการ์ตูนของเขาจะมีพัฒนาการทางอายุ จากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่ง ทำให้ผู้อ่านสามารถติดตามอ่านไปได้เรื่อย ๆ "ขณะที่อายุของตัวการ์ตูนในโลกตะวันตกหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ โอซามุ เทสซึกะ กลับทำให้ตัวการ์ตูนของเขาเติบโตขึ้น ทำให้คนอ่านสามารถติดตามอ่านได้ต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีอายุมากขึ้น และนี่เองเป็นเหตุให้ความคิดความเชื่อที่ว่าเด็ก ๆ ควรหยุดอ่านการ์ตูนหลังจากเรียนจบชั้นประถม ลดน้อยลง และกลุ่มคนอ่านการ์ตูน ก็มีความหลากหลายมากขึ้น เห็นได้จากในช่วงศตวรรษ ๑๙๘๐ ประมาณครึ่งหนึ่งของตลาดคนอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นผู้ใหญ่"


วันดี สันติวุฒิเมธี : รายงาน

ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์

วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2550

พัฒนาการของการ์ตูนไทย


สังคมไทยมีภาพวาดทำนองเดียวกันกับภาพการ์ตูนมานานแล้ว อาทิ ภาพวาดตามฝาผนังโบสถ์ซึ่งมักจะเป็นภาพ
ประกอบหาใช่เนื้อหาจริงของภาพ ภาพจากสมุดข่อย ภาพบนฝาตู้พระธรรม เป็นต้น แต่ยังไม่อาจเรียกเป็นภาพการ์ตูนได้
มีผู้รู้ตั้งกฎเกณฑ์ว่าหากมีการทำแม่พิมพ์ ตีพิมพ์ภาพซ้ำกันหลายๆ ภาพนำเผยแพร่สู่สาธรณชน จนควรเรียนกว่าภาพการ์ตูนได้

ตัวการ์ตูนไทยตัวแรกที่ตีพิมพ์ในหนังสือไทยคือ หัวหนังสือชื่อ ดรุโณวาท เล่ม 1 นำเบอร์ 1 วันอังคาร เดือน 8 แรม
เก้าค่ำ ปีจอ ฉอศกจุลศักราช 1236 ตรงกับ พ.ศ. 2417 จึงอาจกล่าวได้ว่าตัวการ์ตูนไทยมีอายุถึงปีนี้ได้ 120 กว่าปีแล้ว

ก่อนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยมักจะมีตัวหนังสือเป็นพื้น เนื่องจาก
ไม่มีผู้ทำแม่พิมพ์เป็น หากมีการตีพิมพ์ภาพ จะใช้วิธีแกะไม่ได้เพียงภาพหยาบๆ เท่านั้นหรือมิฉะนั้นก็ส่งภาพไปทำแม่พิมพ์
โลหะถึงประเทศอินเดีย ถึงระยะต้นรัชกาลที่ 6 ขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิตเป็นคนไทยคนแรกที่เริ่มเปิดร้านทำแม่พิมพ์โลหะที่
เรียกกันว่าบล๊อกขึ้น ตั้งชื่อร้านว่าฮาล์ฟโทนบรรดาโรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ใหญ่เล็กทั้งหลายนิยมส่งภาพไปทำบล๊อกนำมา
ตีพิมพ์ประกอบข่าว ทำให้หนังสือน่าอ่านขึ้นมาก

พระบาทสมเด็จประมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยในการหนังสือพิมพ์มาก ทรงวาดภาพฝีพระหัตถ์เป็นการ์ตูนล้อ
พวกข้าราชบริพารลงในหนังสือดุสมิต นอกจากนั้นในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ มีภาพเขียนประกอบเรื่องฝีมือขอพระยาอนุศาสน์
จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) อีกมากมาย

ขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิตก็วาดภาพการ์ตูนล้อการเมืองลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์ ครั้นต่อมาหนังสือพิมพ์ยามาโต
ของนายไอคี ยาคาวา ชาวญี่ปุ่นที่มาทำหนังสือพิมพ์ขายในเมืองไทยก็ตีพิมพ์ภาาพการ์ตูนล้อการเมืองบ้าง โดยฝีมือของ
ธัญญะอุทธถานนท์ใช้นามปากกาว่า ธัญญ

ภาพการ์ตูนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจากการ์ตูนล้อการเมืองมาเป็รการ์ตูนนิทานเรื่องยาวลงติดต่อกันตามหน้า
หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ นำโดยครูฟื้น รอดอริห์ และสวัสดิ์ จูทะรพ ผู้ให้กำเนิดตัวการ์ตูนขุนหมื่น โดยวาดลงในหนังสือ
พิมพ์ศรีกรุง และสยามราษฎร์ในราว พ.ศ.2477 นักวาดการ์ตูนอีกผู้หนึ่งซึ่งไม่อาจจะลืมไปได้คือ คุณฉันท์ สุวรรณะบุณย์
วาดการ์ตูนเรื่องป๋องกับเปรียว ลงในหนังสือพิมพ์เดลิเมล์เป็นประจำ

ยังมีสามจิตรกรผู้ครองใจนักอ่าน คนแรกคือ เฉลิม วุฒิโฆสิต บรรณาธิการนักวาดภาพปกภาพประกอบ คนที่สองคือ เสน่ห์
คล้ายเคลื่อน และคนสุดท้าย ครูเหม เวชกร ทั้งคู่เป็นนักวาดภาพปก ภาพประกอบ แต่ครูเหม มักจะเน้นหนักด้านสะท้อนภาพ
ความเป็นไทย พยายามเก็บรักษาประวัติศาสตร์ชาติไทยเอาไว้ จึงมีผู้กล่าวถึงครูเหมอยู่เสมอ

ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง คุณวิตต์ สุทธเสถียร วาดภาพการ์ตูนลงในหนังสือพิมพ์สยามโครนิเคิล ตีพิมพ์ภาษา
อังกฤษ การ์ตูนของคุณวิตต์จึงต้องบรรยายเป็นภาษาอังกฤษตามไปด้วยเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติขึ้นทั้งในยุโรปกับ
เอเชีย ส่งผลให้กิจการหนังสือพิมพ์ต้องซบเซาและหยุดกิจการไปหลายฉบับครั้นสงครามโลกสงบลงเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวใน
ตอนนี้จึงมีนักกวาดภาพฝีมือเกิดขึ่นมาในวงการหนังสือหลายคนอาทิ คุณประยูร จรรยาวงษ์ คุณพิมน กาฬสีห์ หรือตุ๊กตา
คุณสงบ แจ่มพัฒน์ หรือแจ๋วแหวว คุณพนม สุวรรณะบุณย์ หรือตุ๊ดตู่ เป็นต้น

ช่วงปี พ.ศ. 24496 ถึง 2505 จัดเป็นยุคทองของการ์ตูนไทยโดยแท้ เนื่องจากมีนักวาดภาพฝีมือดีมากมายช่วยกัน
สร้างสรรค์หนังสือการ์ตูนที่มีคุณภาพ อีกทั้งภาพประกอบภาพปก ก็มีการวาดแข่งขันฝีมือ โดยมีนักอ่านเป็นผู้ตัดสิน นอกจาก
การ์ตูนไทยแล้ว ยังมีหนังสือการ์ตูนจากยุโรปและสหรัฐฯ ใส่คำบรรยายภาษาไทย การ์ตูนพวกนี้ชวนให้เด็กไทยหูกว้างตา
ไกลขึ้น ได้รู้จักประเพณีและวัฒนธรรมของชาตะวันตกไปในตัว

ในขณะที่หนังสือการ์ตูนผลิบานบนแผงหนังสือนั้น ความบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่งก็เยือนมาถึงบ้านเรือน นั่นคือโทรทัศน์
จากกระแสการเรียกร้องขอมีเครื่องรับโทรทัศน์ไว้ดูของสมาชิกในครอบครัว ก็มีส่วนในการตัดสินซื้อหนังสือของหัสหน้า
ครอบครัวเช่นกัน ยังผลให้ตลาดหนังสือการ์ตูนทรุดฮวบลงทันทีหนังสือการ์ตูนที่เคยประดับหน้าแผงก็พลัดลดทีละเล่ม
สองเล่มสถานการณ์เช่นนี้ทำให้นักวาดภาพการ์ตูนต้องปรับเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอด ด้วยการวางมือจากงานการ์ตูน
กลับเข้าทำงานประจำตามบริษัทบ้าง ตามสำนักพิมพ์ตำราบ้างอย่างไรก็ดียังมีหนังสือการ์ตูนตุ๊กตา เบบี้ และหนูจ๋า เป็นต้น

ความบันเทิงเล็กๆ น้อยๆ สำหรับเด็กไทยได้จากภาพยนตร์การ์ตูนที่ฉายทางโทรทัศน์ส่วนใหญ่ ก็หนีไม่พ้นการ์ตูนญี่ปุ่น
จึงมีผู้ทำหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น เสริมขึ้นมาจากหนังสือการ์ตูน ในเวลาเพียงไม่กี่ปีหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นก็สามารถยึดครองแผง
หนังสือได้สำเร็จ ดังนั้น ทุกวันนี้เราจึงเห็นหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น มีคำบรรยายเป็นภาษาไทยแพร่หลายอยู่ทั่วประเทศเด็กไทย
ตั้งแต่วัยเริ่มเรียน นักเรียนชั้นประถมชั้นมัธยมแม้ชั้นอุดมศึกษาก็ถือหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นควบคู่ไปกับตำราเรียน

เมื่อสิ้นยุคทอง จึงถือเป็นยุคมืดของการ์ตูนไทย เพราะภาพรวมส่วนใหญ่ของการ์ตูนไทยนอกจากจะหยุดนิ่งแล้วยังมีแต่
สูญหายไปเรื่อยๆ เริ่มจากการล้มหายตายจากของนักวาดภาพรุ่นเก่า การเสื่อมสลาย ตามกาลเวลาของหนังสือและสุดท้ายคือ
การสาบสูญไปจากความทรงจำของผู้อ่านหนังสือการ์ตูนต่างวัยผลก็คือเยาวชนที่กำลังเป็นวัยรุ่น และวัยหนุ่มสาวของไทย มัก
จะไม่เคยได้รู้เห็นถึงผลงานขอองคนรุ่นก่อน

ปัจจุบัน หนังสือการ์ตูนของไทยเรามีหลงเหลืออยู่บนแผงอยู่บ้าง บางส่วนก็มีการพัฒนาไปเป็นหนังสือเด็ก ตีพิมพ์ภาพสี
สวยๆ ที่เป็นหนังสือนิตยสารสารคดีกึ่งการ์ตูนก็มีหลายเล่มแต่ก็ยังคาดหวังไม่ได้ว่าการ์ตูนไทยยังจะคงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป


ที่มา http://www.childthai.org/cic/c258.htm

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2550

เส้นทางการ์ตูนการเมืองในประเทศไทย

สมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จิตรกรที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น คือ ขรัวอินโข่ง เป็นผู้ที่ริเริ่มเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่มีลักษณะเป็นภาพเหมือนจริง ล้อเลียนบุคคล โดยแทรกอารมณ์ขัน แต่ไม่ใช่เป็นผลงานด้านการ์ตูนอย่างแท้จริง เนื่องจากขาดการแสดงออกตามลักษณะของตัวการ์ตูน มีความละเอียดของลายเส้น และแสงเงาชัดเจนเกินไป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบันทึกไว้ในพระราชหัตถเลขา เมื่อ ปี พ.ศ. 2407 ทรงกล่าวถึงช่างวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่แทรกรูปวาดล้อเลียน ข้าราชบริพารไว้หลายรูปด้วยกัน ปี พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก มีผู้วาดภาพการ์ตูน แทรกภาพข่าวการเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้น รวมทั้งพระราชกรณียกิจในสถานที่ต่างๆลงตีพิมพ์ในนิตยสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ ใบปลิว ไปรษณียบัตร ปกหนังสือเรียน ฯลฯ พระองค์ทรงโปรดเกล้าให้รวบรวมสิ่งพิมพ์ที่มีภาพวาดลายเส้นล้อการเมือง ที่เปรียบเปรยถึงพระองค์ ส่งกลับมาให้พระบรมวงศานุวงศ์ที่เมืองไทย ปี พ.ศ. 2449 (ร.ศ. 125) มีภาพวาดการ์ตูนเชิงชำชัน โดยวิธีแกะไม้อย่างง่ายๆ ทำแม่พิมพ์คล้ายกับวิธีการของยุโรป ในหนังสือชื่อ สำราญวิทยา และใน จดหมายเหตุแสงอรุณ เมื่อปี พ.ศ. 2450 นอกจากนี้มีชาวต่างประเทศวาดภาพการ์ตูนล้อเลียนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยสมัยนั้น ในหนังสือพิมพ์ สยามออบเซอเวอร์ (SIAMOBSERVER) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงสนพระทัยศิลปะการวาดภาพมาก ทรงโปรดเกล้าพระราชทานคำว่า CARTOON จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยว่า ภาพล้อ ในสมัยนี้การ์ตูนล้อการเมืองเริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากพระองค์ทรงสนับสนุน ให้มีการจัดประกวดวาดภาพล้อเลียนขึ้นใน พระบรมมหาราชวัง (พ.ศ. 2468 – 2470) ทำให้การวาดภาพการ์ตูนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก



นอกจากนี้พระองค์ทรงวาดภาพล้อเลียน เพื่อตักเตือนข้าราชบริพารที่ทุจริต ประพฤติมิชอบ ฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ คือ ดุสิตสมัย ดุสิตสมิต และ ดุสิตสักขี การ์ตูนนิสต์การเมืองคนแรกของไทยคือ เปล่ง ไตรปิ่น ซึ่งมีโอกาสเดินทางไปศึกษาวิชาศิลปะการวาดภาพที่ยุโรป ได้นำเทคนิคจากต่างประเทศ วาดภาพการ์ตูนเป็นลายเส้น ได้รับรางวัลการประกวดภาพล้อจาก ร. 6 โดยการเขียนการ์ตูนล้อเลียนนักการเมืองสำคัญๆในยุคนั้น อาทิ เจ้าพระยายมราช พระยามโนปกรณ์นิติธาดา พระยาพหลพลพยุหเสนา เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ฯลฯ นอกจาการวาดภาพการ์ตูนแล้ว เปล่ง ยังมีความสามารถพิเศษอีกหลายอย่าง เช่น การสร้างกล้องถ่ายรูป การทำแม่แบบพิมพ์ การถ่ายรูป ทำให้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิต นอกจากนี้ ชาวญี่ปุ่น ชื่อ ไอ เคียว คาวา ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองไทยสมัยนั้นสนับสนุนให้ นักเขียนการ์ตูน วาดภาพการ์ตูนลงใน หนังสือพิมพ์ยาโมโต สมัยรัชกาลที่ 7 การ์ตูนเริ่มซบเซาเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดปัญหาการขาดแคลนกระดาษพิมพ์ จนกระทั่งยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2475) วงการการ์ตูนเริ่มฟื้นฟูขึ้นพร้อมกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การ์ตูนนิสต์วาดภาพล้อเลียนจนเกินขอบเขต ทำให้มีกฎหมายของคณะราษฎร์ออกมาควบคุม หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประยูร จรรยาวงศ์ วาดภาพการ์ตูนที่มีตัวแสดงชื่อ ศุขเล็ก ใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำตัว เขียนการ์ตูนขำขันและการ์ตูนล้อการเมือง ได้รับรางวัลจากการประกวดการ์ตูนสันติภาพโลก เมื่อ ปี พ.ศ. 2503 ที่นิวยอร์ค ชื่อภาพ การทดลองระเบิดปรมาณูลูกสุดท้าย ( The Last Nuclear Test ) และได้รับรางวัลแมกไซไซ ที่ ประเทศฟิลิปปินส์ ยุคเผด็จการครองเมือง ศุขเล็ก ถูกสั่งห้ามเขียนการ์ตูนล้อเลียนการเมือง เนื่องจากการวาดภาพวิจารณ์นักการเมืองที่มีอำนาจในยุคนั้น จึงได้เปลี่ยนแนวมาวาดภาพการ์ตูนในคอลัมน์ ขบวนการแก้จน ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต




บรรณานุกรมไกรฤกษ์

นานา “จาก - เรื่องตลก การ์ตูน ร.5 เสด็จประพาสยุโรป ถึง – เรื่องไม่ตลก
งานพระบรมศพ ร.5 ผิดองค์” ศิลปวัฒนธรรม 24, 11 (ก.ย. 2546) 60 - 69
ชัย ราชวัตร “การ์ตูนไทยกับลายเส้นอารมณ์ดี” สารคดี 16, 63 (พ.ค. 2357)
ประเสริฐ มาสปรีด์ “ความเป็นมาของคำว่าการ์ตูน” ว.ห้องสมุด 23, 4-6 (ก.ค. - ธ.ค. 2522) 348-354
ภูวดล สุวรรณดี “การ์ตูน อารมณ์ขันที่ไม่มีวันตาย” สื่อสัมพันธ์นิเทศสาร 2, 2 (2538) 102-112
วรรณพงษ์ หงษ์จินดา “การ์ตูนการเมือง เรื่อง SERIOUS หรือขำขัน” ศิลปวัฒนธรรม 16, 9 (ก.ค. 38 ) 59-60
“สเน่ห์การ์ตูนญี่ปุ่น การครอบงำวัฒนธรรมแบบใหม่” สยาม อารยะ 1, 1 (ก.ค. 2535) 90-93

ที่มา http://www.lib.ru.ac.th/journal/cartoon.html